


จากข้อมูลดังกล่าว ความน่าจะเป็นในการพัฒนาของการรถไฟไทย
เมื่อ พ.ศ.2471 ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่เปลี่ยนหัวรถจักรไอน้ำมาเป็นหัวรถจักรดีเซล ด้วยฝีมือบริหารของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวงคนแรก ทำให้รถไฟไทยทันสมัยที่สุดในเอเชีย แทบไม่น่าเชื่อว่า จากการรถไฟอันทันสมัยที่สุดในเอเชีย มีโรงเรียนช่างเป็นของตนเอง มีที่ดินมหาศาล แต่ทุกวันนี้กลับล้าหลังกว่าหลายประเทศในแถบอินโดจีน ในอดีต ร.ฟ.ท.เคยเป็นที่รวมวิศวกรชั้นนำหัวกะทิของประเทศ ไม่ต่างจาก กฟผ. หรือบริษัทปูนซิเมนต์ไทย แต่เวลาผ่านไปคนเก่งๆ ค่อยๆ ทยอยลาออก เมื่อไม่นานมานี้ บรรดาผู้บริหารของ ร.ฟ.ท.พากันแห่ไปดูงานการรถไฟของประเทศอินเดีย เพราะตอนนี้รถไฟอินเดียกลายเป็นกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่สามารถพลิกจากขาดทุนเป็นกำไรมหาศาลได้สำเร็จ รถไฟอินเดีย มีอายุเก่ากว่าร้อยห้าสิบกว่าปีมากกว่ารถไฟไทยที่มีอายุ 113 ปี และผูกพันกับคนอินเดียมาก เพราะถือเป็นการคมนาคมที่มีเครือข่ายกว้างขวาง เข้าถึงผู้คนทั่วประเทศได้มากที่สุด รางรถไฟอินเดียมีความยาวทั้งหมดถึง 64,000 กิโลเมตร ขณะที่รางรถไฟไทยมีไม่ถึง 4,000 กิโลเมตร และส่วนใหญ่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5แต่ละวัน อินเดียมีรถไฟวิ่งมากกว่า 11,000 ขบวน เพื่อขนส่งผู้โดยสาร 18 ล้านคน และสินค้า 2 ล้านตัน มีตั๋วรถไฟหลายระดับราคาให้เลือกนั่ง เป็นรถไฟสำหรับคนจนไปถึงคนรวยโดยแท้ ราคาค่าโดยสารชั้นสามของคนจนระยะทางข้ามคืนราคาเพียง 80 กว่าบาท ขณะที่ค่าโดยสารรถไฟชั้นหนึ่งอาจจะพอๆ กับค่าโดยสารเครื่องบิน การรถไฟอินเดียเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดยักษ์ ถือว่าเป็นองค์กรที่มีลูกจ้างมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง คือมีพนักงานทำงานถึง 1.6 ล้านคน และหากรวมถึงผู้คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับกิจการการรถไฟอินเดียทั้งทางตรงและทางอ้อม อาจจะมีมากถึง 80 ล้านคน ในอดีตรถไฟของอินเดียได้ชื่อว่าสกปรก ห้องน้ำเหม็น ไม่ตรงเวลา ไม่ทันสมัย และขาดทุนมหาศาล แต่ทุกวันนี้รถไฟอินเดีย ได้มีการปรับปรุงคุณภาพขึ้นมากจนพลิกจากขาดทุนสะสมมานับสิบปี เป็นกำไรขึ้นมา รถไฟอินเดีย ได้ผ่านการปฏิรูปการบริหารอย่างจริงจัง เอามืออาชีพเข้ามาทำงานในทุกภาคส่วน ผู้บริหารการรถไฟอินเดียได้ปรับปรุงการขนส่งและการบริหารอย่างจริงจัง ทั้งการใช้หัวรถจักรและรางรถไฟอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเพิ่มรอบการบรรทุกขนส่งสินค้าและผู้โดยสารให้มากขึ้น จนทำให้การรถไฟอินเดียทำรายได้ถึงปีละประมาณ 600,000 ล้านบาท อีกไม่กี่ปีการรถไฟของอินเดียจะพัฒนาให้มีรถไฟหัวจรวดขับเคลื่อนด้วยความเร็วชั่วโมงละ 350 กิโลเมตร เช่นเดียวกับการรถไฟเวียดนามที่เกิดทีหลังบ้านเรา แต่ตอนนี้กำลังสร้างรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูง จากกรุงฮานอยเมืองหลวงของเวียดนามสู่เมืองโฮจิมินห์ซิตี้ทางใต้ ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทย มีหัวจักร 212 หัวจักร แต่วิ่งได้เพียง 135 หัวจักร และมีผลประกอบการขาดทุนปีละเกือบ 8,000 ล้านบาท ต่อเนื่องกันมาตลอด และมีหนี้สินสะสม 70,000 กว่าล้านบาท หากเป็นบริษัทเอกชนก็ล้มละลายมานานแล้ว
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จากการประชุมของคณะรัฐมนตรี
จากการที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ได้หยุดเดินรถไฟในวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนกว่า 2 แสนคน เดือดร้อนและการรถไฟแห่งประเทศไทยสูญเสียรายได้กว่า 20 ล้านบาท โดยเรียกร้องให้มีการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2552 สาระของมติครม.ข้างต้นเป็นการแบ่งการรถไฟออกเป็น 2 หน่วยงาน หน่วยงานหนึ่งดูแลเรื่องการจัดการการเดินรถทั้งด้านรถโดยสารและการขนส่ง โดยนอกจากดูแลการเดินรถไฟตามปกติแล้ว ต้องรับผิดชอบงานที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่เพื่อลดปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ได้แก่การบริหารรถไฟฟ้าไปสุวรรณภูมิ หรือแอร์พอร์ตลิงก์ รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีแดงในอนาคตด้วย อีกหน่วยงานหนึ่งที่จะจัดตั้งขึ้นจะดูแลบริหารจัดการทรัพย์สินของการรถไฟฯ ซึ่งมีที่ดินทั่วประเทศกว่า 2 แสนไร่ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้มีการจัดการ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมตามสภาพทำเลของพื้นที่ ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นแหล่งที่คนมีอำนาจทั้งนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลในการรถไฟฯ ใช้หาผลประโยชน์ใส่ตัว หากมีการจัดการทรัพย์สินในส่วนนี้ให้ดีแล้ว การรถไฟฯ จะได้รับผลตอบแทนมากขึ้นจนสามารถนำไปพัฒนางานในส่วนอื่นได้ เช่น การลงทุนหรือปรับปรุงระบบการเดินรถของการรถไฟฯ เป็นต้น ตามมติครม. ที่ให้แยกการรถไฟฯ ออกเป็นสองหน่วยงานและให้มีการจัดตั้งเป็นรูปบริษัท โดยที่การรถไฟเป็นผู้ถือหุ้น100% นั้น เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการบริหารงาน แต่สิ่งที่สหภาพการรถไฟฯ กังวลใจว่าจะเป็นการเอาสมบัติชาติของประชาชนไปขายให้กับเอกชน จึงเป็นการสมควรที่จะพิจารณาว่ามติครม. เข้าข่ายวาทกรรมที่สหภาพการรถไฟฯกังวลหรือไม่? จากผลการดำเนินงานของการรถไฟฯ ที่ผ่านมา พบว่าการรถไฟฯ เป็นรัฐวิสาหกิจที่ติดอันดับขาดทุนอันดับต้นๆ เคียงคู่กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลังในรอบปีบัญชี พ.ศ. 2551 การรถไฟฯ ขาดทุน 10,142 ล้านบาท หากคิดเป็นอัตราผลตอบแทนต่อทรัพย์สิน หรือ ROA การรถไฟฯ มีอัตราผลตอบแทนติดลบถึง 32.7% ซึ่งหากเป็นธุรกิจเอกชนทั่วไปถือว่าเป็นธุรกิจที่ไม่สามารถที่จะดำเนินการต่อไปได้ เมื่อพิจารณาในช่วงปี 2547-2549 รัฐบาลได้ใช้เงินภาษีอากรเพื่ออุดหนุนผลขาดทุนให้กับการรถไฟฯ ดังนี้คือ ปี 2547 จำนวน 4,140 ล้านบาท ปี 2548 จำนวน 3,970 ล้านบาท ปี 2549 จำนวน 3,970 ล้านบาท รวมเวลาเพียง 3 ปี รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีอากรอุดหนุนการรถไฟถึง 11,980 ล้านบาท นอกจากนี้แล้วในแผนการปรับปรุงรถไฟ ในช่วงปี 2555 รัฐบาลมีแผนที่จะลงทุนถึง 102,047 ล้านบาท โดยการรถไฟฯจะต้องมีการปรับปรุงการเดินรถ การสร้างรางรถไฟรางคู่เป็นต้น ซึ่งแผนงานลงทุนนี้เป็นการสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางด้านโลจิสติกส์***ให้กับประเทศ เพื่อลดค่าขนส่งสินค้าให้กับสินค้าไทย เพราะการขนส่งทางระบบรางถือว่ามีค่าใช้จ่ายที่ถูกที่สุดและจะทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันกับสินค้าประเทศอื่นๆ ในตลาดโลกได้ เมื่อพิจารณาถึงตัวเลขดังกล่าวข้างต้น หากการรถไฟฯ ไม่มีการพัฒนา ปรับตัว หรือปรับเปลี่ยนองค์กรให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลง เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเงินที่รัฐลงทุนไปจะไม่สูญเปล่า ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวหากไม่ต้องเอามาอุดหนุนย่อมสามารถที่จะเอาไปพัฒนาภาคส่วนอื่นๆ ของสังคมที่มีความจำเป็นมากกว่าได้ นอกจากนี้การจัดตั้งหน่วยงานให้อยู่ในรูปของบริษัทนั้นไม่ได้ถูกทำขึ้นเป็นครั้งแรกที่การรถไฟฯ บริษัท ไปรษณีย์ไทย เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะยังเป็นบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้น 100% แต่มีการจัดการที่ดีสามารถแข่งขันกับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำมาหากินในสังคมไทยได้ และมีการจัดการจนสามารถปรับตัวเข้ากับการแข่งขันในโลกธุรกิจตามกระแสโลกาภิวัตน์ มีผลประกอบการที่ดีจนไม่เป็นภาระของรัฐบาล สามารถให้บริการกับประชาชนและสังคมได้ดีจนได้รับการชื่นชม รถไฟไทยเป็นกิจการที่ได้รับพระราชทานมา จึงเป็นกิจการที่เป็นสมบัติของชาติ และเป็นของประชาชนร่วมกัน การเป็นสมบัติของชาติ มิใช่ปล่อยให้การรถไฟฯ เป็นองค์กรที่เป็นวัตถุโบราณ หรือโบราณสถาน ให้ตายซาก แล้วรัฐบาลส่งเงินอุดหนุนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยไม่มีการพัฒนาและปรับปรุง เมื่อกิจการอยู่ในสภาพที่มีปัญหาก็จะต้องมีการฟื้นฟู เพื่อให้บริการที่ดีแก่ประชาชน เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับการรถไฟฯ เหมือนเมื่อวันวาน การที่สหภาพการรถไฟฯ ใช้วิธีการหยุดเดินรถไฟ ทำให้รถไฟเป็นอัมพาต โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าต่อสาธารณะ ทำให้ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้บริการรถไฟเดือดร้อน และทำให้นักท่องเที่ยวต้องตกค้างตามสถานีรถไฟต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จึงสามารถสรุปได้ว่าความน่าจะเป็นไปได้ที่การรถไฟไทยจะก้าวหน้า และพัฒนาขึ้นไปนั้นยังต้องอาศัยปัจจัยในหลายๆ ด้านเลยทีเดียว ทั้งการเงิน บุคลากร รวมทั้งการบริการต่างๆ และในสถิติ ข้อมูลงบดุลที่ผ่านมา การรถไฟไทยไม่เคยมีผลกำไร จึงควรมีการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการ การบริหารงานของการรถไฟไทยอย่างเร่งด่วน เื่พื่อที่การรถไฟไทยจะได้มีผลประกอบการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น